ถอดบทเรียนชุมชนรักษ์ทะเลบ้านอำเภอ เส้นทางสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
- 3 ม.ค.
- ยาว 1 นาที
พลังเล็ก ๆ ที่ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ในยุคที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมกลายเป็นความท้าทายระดับโลก การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน หนึ่งในภารกิจของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คือการพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับบุคลากร ผ่านกระบวนการเรียนรู้และการลงมือทำจริง โดยงานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนได้จัดกิจกรรมศึกษาดูงาน ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์ “รักษ์ทะเล...เสน่ห์บ้านอำเภอ” จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๗ และ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๘ มีบุคลากรเข้าร่วมกิจกรรม ๘๐ คนเพื่อเรียนรู้เชิงปฏิบัติจากชุมชนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาพื้นที่ โดยบูรณาการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เข้ากับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยหัวใจสำคัญคือการ เปลี่ยน "ขยะพลาสติกจากทะเล" ให้เป็น "ผลิตภัณฑ์มีมูลค่า" ซึ่งไม่เพียงแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่คนในชุมชน

ชุมชนต้นแบบ Circular Economy เมื่อขยะทะเลถูกเปลี่ยนเป็นมูลค่า
ชุมชนบ้านอำเภอเป็นชุมชนประมงเก่าแก่ที่เผชิญกับปัญหาขยะจากชุมชนวันละ ๓๗ ตันและขยะที่พัดจากทะเลมาตามฤดูกาล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศทางทะเลและอาชีพประมงดั้งเดิม คุณอนุสรณ์ สายนภา ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์ "รักษ์ทะเล...เสน่ห์บ้านอำเภอ" จังหวัดชลบุรี เล็งเห็นว่าการ "เก็บ" ขยะอย่างเดียวไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน ต้องสร้างแรงจูงใจให้คนในชุมชนเห็น "มูลค่า" ของขยะเหล่านั้น เพื่อเปลี่ยนจากภาระให้เป็นทรัพย์สิน จึงก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคมเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๓ เป็นชุมชนอัพไซคลิ่ง (Upcycling) ที่นำขยะพลาสติกจากทะเลมาแปรรูปเป็นวัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์ที่ระลึก อาทิ จานรองแก้ว กระถางต้นไม้ พวงกุญแจ สามารถสร้างรายได้กว่า ๒ หมื่นบาทต่อเดือน
การลงมือทำจริง ตั้งแต่ชายหาดจนถึงชุมชนท้องถิ่น
กิจกรรมเริ่มต้นที่ชายหาดบ้านอำเภอ ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวและระบบนิเวศที่เปราะบาง ผู้เข้าร่วมกิจกรรมร่วมกันเก็บขยะที่ตกสู่ท้องทะเลและมาติดอยู่ที่ชายหาด ไม่ว่าจะเป็นพลาสติก โฟม แก้ว ถุงพลาสติก อวนประมง ก้นบุหรี่ ไปจนถึงขยะชิ้นเล็กที่ลมและคลื่นพัดพามา บุคลากรที่ไปร่วมกิจกรรมสามารถเก็บขยะรวมได้ ๑๒๓ กิโลกรัม
จากนั้นมีการ แยกขยะ ออกเป็น ขยะรีไซเคิล (พลาสติก แก้ว) และขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ ทำให้ทุกคนได้เห็นความสำคัญของการ “จัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง” ซึ่งเป็นหัวใจของแนวคิด Zero Waste


หลังเสร็จกิจกรรมริมทะเล โครงการได้นำคณะแวะร้าน “เพียงพอดี คอฟฟี่โฮม” เพื่อเรียนรู้การหมักน้ำซาวข้าว และการทำโคมเต็งลั้งจากขวดน้ำรีไซเคิลเพื่อนำไปถวายเจ้าแม่ฝอยทอง ทำให้ได้มุมมองใหม่ว่า “วัสดุเหลือใช้” สามารถใช้ให้มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและจิตใจได้ และยังได้มีโอกาสลิ้มลองน้ำอัญชันมะนาว ขนมถ้วย และกาแฟชุมชน รวมถึงการจัดการพลังงานอย่างเหมาะสมของร้านนี้

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือการปล่อยปูทะเลซึ่งเป็นสัตว์ที่ช่วยรักษาคุณภาพหน้าดิน และมีบทบาทในห่วงโซ่อาหาร กลับคืนสู่แหล่งธรรมชาติเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง จึงเป็นสัญลักษณ์ของการคืนชีวิตให้ทะเลบ้านอำเภอ



เรียนรู้การแปรรูปขยะและองค์ความรู้จากประสบการณ์ชุมชน
วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์ “รักษ์ทะเล...เสน่ห์บ้านอำเภอ” จัดแบ่งเป็น ๖ ฐานการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ลงมือสร้างสรรค์ผลงานแปรรูปขยะ และเรียนรู้องค์ความรู้จากคนในชุมชน ได้แก่
การสีข้าวแบบโบราณและการหุงข้าวพลังงานแสงอาทิตย์
การตัดพวงมโหตร จากถุงพลาสติก
การกลั่นน้ำมัน จากขยะพลาสติก
การคัดแยกและบดฝาขวดพลาสติก
การทำจานรองแก้ว จากฝาขวดพลาสติก
การทำกระถางต้นไม้ จากฝาขวดพลาสติก
ทุกฐานสะท้อนแนวคิด “ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าสูงสุด” และทำให้ผู้เข้าร่วมเห็นว่า Circular Economy สามารถเกิดขึ้นได้จริงในระดับชุมชน และสามารถต่อยอดสู่ระดับองค์กรได้ไม่ยาก
ความประทับใจ ความร่วมมือ และการต่อยอด
กิจกรรมนี้เต็มไปด้วยความตั้งใจและความร่วมมือของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยกันเก็บขยะ สร้างงานประดิษฐ์ หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชน ทุกช่วงเวลาสะท้อนว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เริ่มต้นได้จากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว และกิจกรรมครั้งนี้ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้บุคลากรราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพิ่มความเข้าใจในบทบาทของแต่ละคน และสร้างแรงบันดาลใจให้กลับไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น
การลดใช้พลาสติกครั้งเดียว
การแยกขยะก่อนทิ้ง
การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด
การส่งต่อความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้ผู้อื่น
ทุกก้าวเล็ก ๆ คือพลังของการเปลี่ยนแปลง
“รักษ์ทะเล...เสน่ห์บ้านอำเภอ” เป็นตัวอย่างของการ “ลงมือทำจริง” ที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ความรู้ และความตระหนักของบุคลากร การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อน ตั้งแต่ชุมชน บุคลากร ไปจนถึงองค์กร งานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมศึกษาดูงานครั้งนี้ เพราะทุกก้าวเล็ก ๆ ที่ทุกคนร่วมกันทำ กำลังช่วยสร้างโลกที่น่าอยู่สำหรับคนทั้งรรุ่นปัจจุบันและอนาคต




















